ใครเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์, พระเจ้าหรือมนุษย์
Who
Builds a History, God or Man?
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์
เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่ดำเนินอยู่ในเวลาและสถานที่
มนุษย์ดำเนินชีวิตผ่านช่วงเวลามาเป็นเวลาหลายพันปีจนถึงปัจจุบันนี้
มนุษย์เดินเพียงลำพัง หรือมีพระเจ้าทรงเดินเคียงข้าง สิ่งนี้ยังไม่ปรากฏแน่ชัด
แต่หากจะพิจารณาว่าระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าใครเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์
ก็คงจะได้คำตอบที่แบ่งออกเป็น 3 แนวคิด คือ พระเจ้าเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์,
มนุษย์เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ และพระเจ้าและมนุษย์เป็นผู้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์
พระเจ้าเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์
แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้างผู้ทรงสรรพานุภาพ
พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสร้างมนุษย์
พระองค์จึงเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยเพราะ พระเจ้าทรงกำหนดทุกสิ่งไว้แล้วและพระองค์ทรงเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางที่ดึงดูดให้มนุษย์เคลื่อนเข้าไปหาพระองค์
แนวคิดนี้เริ่มต้นจากแนวคิดทางเทววิทยาของอาริสโตเติลซึ่งอธิบายเรื่องพระเจ้าไว้ว่าพระองค์ทรงเป็นจุดหมายปลายทางของสรรพสิ่ง
ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดแบบพรหมลิขิตนิยม (Fetalism and
Determinism)
พระเจ้าในปรัชญาของอาริสโตเติลเป็นผู้ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว
หากพระเจ้าเคลื่อนไหวก็แสดงว่าต้องมีเหตุอื่นมาทำให้พระองค์เคลื่อนไหว
ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องมีสาเหตุของเหตุต่อไปไม่รู้จบ
อาริสโตเติลเสนอว่าพระเจ้าเป็นสาเหตุแรกสุดของการเคลื่อนไหว
พระเจ้าคือผู้ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว (Unmoved
Mover)
อาริสโตเติลให้เหตุผลสนับสนุนเรื่องนี้ไว้
5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) จักรวาลเคลื่อนไหวเป็นรูปวงกลมตลอดเวลา
2) สรรพสิ่งในจักรวาลเคลื่อนไหวก็เพราะมีเหตุภายนอกมากระทำให้เคลื่อนไหว
3) การสาวหาเหตุของเหตุต้องไปจบที่ปฐมเหตุ
มิฉะนั้นก็จะเห็นการสาวหาเหตุย้อนกลับไปไม่รู้จบ 4) การสาวหาเหตุย้อนกลับไปไม่รู้จบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
5) ดังนั้นจึงต้องมีสาเหตุแรกสุดหรือปฐมเหตุแห่งการเคลื่อนไหวของจักรวาล
ปฐมเหตุนั้นคือพระเจ้าผู้ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว
ในปรัชญาของอาริสโตเติล คำว่า “การเคลื่อนไหว” หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทุกประการ
ไม่ว่าในเชิงปริมาณ คุณภาพหรือการเปลี่ยนสถานที่ เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงเคลื่อนไหว
เหตุนั้นพระเจ้าจึงไม่เปลี่ยนแปลง ดังที่อาริสโตเติลกล่าวว่า “พระเจ้าทรงเป็นภาวะที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร ทรงมีชีวิตต่อเนื่องเป็นนิตย์
นั่นคือพระเจ้า” พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลงเพราะทรงเป็นแบบบริสุทธิ์ไม่เจือปนกับสสาร
อาริสโตเติลเรียกพระเจ้าว่าภาวะที่เป็นเอง (Being Qua Being)
ต่อมาคำถามที่ว่า
พระเจ้าเป็นเหตุให้สรรพสิ่งในจักรวาลเคลื่อนไหวได้อย่างไร อาริสโตเติลตอบว่า
พระเจ้าเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดสรรพสิ่งเข้าไปหา
นั่นคือสรรพสิ่งปรารถนาที่จะเป็นแบบบริสุทธิ์เช่นเดียวกับพระเจ้า
พระเจ้าจึงเป็นตัวการที่ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยทรงทำหน้าที่เป็นจุดหมายปลายทางของสิ่งเหล่านั้น
(พระราชวรมุณี, 2544 : 230-232)
จากแนวคิดของอาริสโตเติลจะห็นได้ว่า
ทุกสิ่งมีการเคลื่อนที่สู่จุดมุ่งหมายคือพระเจ้าเท่านั้น
ดังนั้นทุกสิ่งจึงไม่มีเจตจำนงของตนเอง มีแต่เพียงความปรารถนาที่จะมุ่งสู่พระเจ้าผู้เป็นปฐมเหตุเท่านั้น
ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับแนวคิดของศาสนอิสลามว่า
“มูฮัมหมัดสอนว่า
โชคเคราะห์ของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้”
(ประจักษ์ ช่วยไล่, 2520 : 95)
แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของศาสนาอิสลาม
ที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงกำหนดทุกสิ่งเอาไว้แล้ว
มนุษย์เพียงแต่ก้าวเดินตามแผนการที่พระเจ้าทรงวางไว้
ไม่มีใครจะหนีพ้นจากแผนการของพระเจ้าได้
ทุกสิ่งที่มนุษย์กระทำนั้นมนุษย์ไม่ได้มีเจตจำนงเสรีที่จะกระทำ แต่กระทำเพราะพระเจ้าทรงกำหนดเอาไว้แล้ว
แนวคิดนี้จึงเป็นแนวคิดที่คล้ายกับว่า
พระเจ้าเป็นผู้ประพันธ์บทละครให้มนุษย์แสดงตามที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้
ดังนั้นแนวคิดนี้จึงมองว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์แต่เพียงพระองค์เดียว
____________________________________________________________________________
อ้างอิง : ประจักษ์ ช่วยไล่. (2520). โครงสร้างประวัติศาสตร์โลก.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
พระราชวรมุณี. (2544). ปรัชญากรีก : บ่อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก,
พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: ศยาม.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น