วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

ใครเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์, พระเจ้าหรือมนุษย์ ตอนที่ 1

ใครเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์, พระเจ้าหรือมนุษย์
Who Builds a History, God or Man?
                ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่ดำเนินอยู่ในเวลาและสถานที่ มนุษย์ดำเนินชีวิตผ่านช่วงเวลามาเป็นเวลาหลายพันปีจนถึงปัจจุบันนี้ มนุษย์เดินเพียงลำพัง หรือมีพระเจ้าทรงเดินเคียงข้าง สิ่งนี้ยังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่หากจะพิจารณาว่าระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าใครเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ ก็คงจะได้คำตอบที่แบ่งออกเป็น 3 แนวคิด คือ พระเจ้าเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์, มนุษย์เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ และพระเจ้าและมนุษย์เป็นผู้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์

พระเจ้าเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์
            แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของผู้ที่มีความเชื่อในพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้างผู้ทรงสรรพานุภาพ พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ พระองค์จึงเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยเพราะ พระเจ้าทรงกำหนดทุกสิ่งไว้แล้วและพระองค์ทรงเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางที่ดึงดูดให้มนุษย์เคลื่อนเข้าไปหาพระองค์
                แนวคิดนี้เริ่มต้นจากแนวคิดทางเทววิทยาของอาริสโตเติลซึ่งอธิบายเรื่องพระเจ้าไว้ว่าพระองค์ทรงเป็นจุดหมายปลายทางของสรรพสิ่ง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดแบบพรหมลิขิตนิยม (Fetalism and Determinism)
                พระเจ้าในปรัชญาของอาริสโตเติลเป็นผู้ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว หากพระเจ้าเคลื่อนไหวก็แสดงว่าต้องมีเหตุอื่นมาทำให้พระองค์เคลื่อนไหว ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องมีสาเหตุของเหตุต่อไปไม่รู้จบ อาริสโตเติลเสนอว่าพระเจ้าเป็นสาเหตุแรกสุดของการเคลื่อนไหว พระเจ้าคือผู้ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว (Unmoved Mover)
                อาริสโตเติลให้เหตุผลสนับสนุนเรื่องนี้ไว้ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) จักรวาลเคลื่อนไหวเป็นรูปวงกลมตลอดเวลา 2) สรรพสิ่งในจักรวาลเคลื่อนไหวก็เพราะมีเหตุภายนอกมากระทำให้เคลื่อนไหว 3) การสาวหาเหตุของเหตุต้องไปจบที่ปฐมเหตุ มิฉะนั้นก็จะเห็นการสาวหาเหตุย้อนกลับไปไม่รู้จบ 4) การสาวหาเหตุย้อนกลับไปไม่รู้จบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 5) ดังนั้นจึงต้องมีสาเหตุแรกสุดหรือปฐมเหตุแห่งการเคลื่อนไหวของจักรวาล ปฐมเหตุนั้นคือพระเจ้าผู้ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยที่ตนเองไม่เคลื่อนไหว
                ในปรัชญาของอาริสโตเติล คำว่า การเคลื่อนไหวหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทุกประการ ไม่ว่าในเชิงปริมาณ คุณภาพหรือการเปลี่ยนสถานที่ เนื่องจากพระเจ้าไม่ทรงเคลื่อนไหว เหตุนั้นพระเจ้าจึงไม่เปลี่ยนแปลง ดังที่อาริสโตเติลกล่าวว่า พระเจ้าทรงเป็นภาวะที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร ทรงมีชีวิตต่อเนื่องเป็นนิตย์ นั่นคือพระเจ้าพระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลงเพราะทรงเป็นแบบบริสุทธิ์ไม่เจือปนกับสสาร อาริสโตเติลเรียกพระเจ้าว่าภาวะที่เป็นเอง (Being Qua Being)
                ต่อมาคำถามที่ว่า พระเจ้าเป็นเหตุให้สรรพสิ่งในจักรวาลเคลื่อนไหวได้อย่างไร อาริสโตเติลตอบว่า พระเจ้าเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดสรรพสิ่งเข้าไปหา นั่นคือสรรพสิ่งปรารถนาที่จะเป็นแบบบริสุทธิ์เช่นเดียวกับพระเจ้า พระเจ้าจึงเป็นตัวการที่ทำให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวโดยทรงทำหน้าที่เป็นจุดหมายปลายทางของสิ่งเหล่านั้น (พระราชวรมุณี, 2544 : 230-232)
                จากแนวคิดของอาริสโตเติลจะห็นได้ว่า ทุกสิ่งมีการเคลื่อนที่สู่จุดมุ่งหมายคือพระเจ้าเท่านั้น ดังนั้นทุกสิ่งจึงไม่มีเจตจำนงของตนเอง มีแต่เพียงความปรารถนาที่จะมุ่งสู่พระเจ้าผู้เป็นปฐมเหตุเท่านั้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับแนวคิดของศาสนอิสลามว่า
                มูฮัมหมัดสอนว่า โชคเคราะห์ของมนุษย์นั้นขึ้นอยู่กับความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้(ประจักษ์ ช่วยไล่, 2520 : 95)

                แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของศาสนาอิสลาม ที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงกำหนดทุกสิ่งเอาไว้แล้ว มนุษย์เพียงแต่ก้าวเดินตามแผนการที่พระเจ้าทรงวางไว้ ไม่มีใครจะหนีพ้นจากแผนการของพระเจ้าได้ ทุกสิ่งที่มนุษย์กระทำนั้นมนุษย์ไม่ได้มีเจตจำนงเสรีที่จะกระทำ แต่กระทำเพราะพระเจ้าทรงกำหนดเอาไว้แล้ว แนวคิดนี้จึงเป็นแนวคิดที่คล้ายกับว่า พระเจ้าเป็นผู้ประพันธ์บทละครให้มนุษย์แสดงตามที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ ดังนั้นแนวคิดนี้จึงมองว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์แต่เพียงพระองค์เดียว

____________________________________________________________________________
อ้างอิง : ประจักษ์ ช่วยไล่. (2520). โครงสร้างประวัติศาสตร์โลก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรสมัย.
               พระราชวรมุณี. (2544). ปรัชญากรีก : บ่อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก, พิมพ์ครั้งที่ 5.  กรุงเทพฯ: ศยาม.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น